เคล็ดลับการนอนยังไงให้หลับอย่างเต็มอิ่มและถูกสรีระ

 ปัญหาอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หลังตื่นนอนที่ไม่ควรมองข้าม !!

  หลายคนคงได้สงสัยและตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับอาการปวดคอ ซึ่งเกิดมาจากหลายสาเหตุ อาการปวดบริเวณ ช่วงคอ บ่า และไหล่นั้น

  • ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดจากการปวดคอหลังจากจากตื่นนอน อาการคอเคล็ด หรือ คอตกหมอน
  • การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น นั่งหรือยืนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
  • จากการทำงานคอมพิวเตอร์ในออฟฟิตที่อยู่ในท่าเดิมๆเป็นเวลานานๆ จนทำในเกิดอาการปวดเมื่อยและกลายเป็น Office syndrome ในที่สุด
  • รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ
  • การที่มีโรคประจำตัว เช่นอาการปวดหัวไมเกรน ซึ่งเกิดจากความเครียด
  • ปัญหาในการนอนหลับไม่สนิท, สะดุ้งตื่นกลางดึก, หรือนอนเท่าไหร่ก็ไม่เต็มอิ่มสักที ทำให้ไม่รู้สึกสดชื่นหลังจากที่ตื่นนอน 

อาการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัย แต่จะพบมากได้ใน ผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน และผู้ที่มีปัญหาจากอาการบาดเจ็บ

ปัญหาเหล่านี้มาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยที่สั่งสมและส่งผลจนกลายเป็นอาการเรื้อรังได้ในอนาคต หากปล่อยไว้นานๆจะสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ การเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชียวชาญด้านกายภาพบำบัด อาจจะเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหาอาการปวดเรื้อรัง แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก็สำคัญไม่น้อยที่จะสามารถช่วยลดและบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ เช่นกัน พฤติกรรมดังกล่าวในการใช้ชีวิตประจำวัน และสิ่งที่สำคัญมากๆก็คือการนอน การนอนหลับที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก การนอนหลับพักผ่อนในแต่ละคืนจะสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้ 

เคล็ดลับง่ายๆที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย และตื่นขึ้นมาแบบสดชื่น

  1. การเข้านอนเป็นเวลา ในช่วงเวลา 22.00-06.00 น. เพราะร่างกายจะสามารถพักผ่อนได้เต็มที่จากการหลับลึก และจะเป็นช่วงที่ร่างกายหลังสาร Growth hormone 
  1. สภาพแวดล้อมของห้องนอน ที่ช่วยให้การนอนมีสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากลักษณะของเตียงนอนที่พอดี และหมอนที่เหมาะสมกับมีความสบายและ หมอนหนุนควรเลือกให้เข้ากับสรีระของร่างกาย  มีความนุ่มและขนาดที่พอดี ควรรี่ไฟให้สลัว หรือปิดไฟก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชม. เพื่อเป็นตัวช่วยเตือนให้ร่างกายได้รับรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว และปรับอุณภูมิอากาศให้ถ่ายเท ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป 
  1. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจาก คาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวทำให้หลับได้ยาก 
  1. หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายก่อนนอน เช่นการอาบน้ำอุ่น เปิด Playlist เพลงสบายๆ หรือการนั่งสมาธิ ที่จะทำให้ร่างกายหลังสาร Endorphin ออกมา ทำให้ร่างกายช่วยรู้สึกผ่อนคลายและสามารถช่วยให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น 
  1. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังแบบยืดกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นโยคะ เนื่องจากพื้นฐานของการเล่นโยคะจะช่วยในเรื่อการหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ผ่อนคลายและหลับง่ายยิ่งขึ้น อีกหนึ่งกิจกรรมก็คือเวทเทรนนิ่ง ที่จะสามารถทำให้ร่างกายหลั่งสาร Adenosine ซึ่งเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ และมีผลต่อการนอนหลับ 
  1.  ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน เพราะจะทำให้หลับยาก และร่างกายจะรู้สึกตื่นตัวส่งผลเสียต่อ Growth Hormone และทำให้ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้ช้ากว่าปกติ จึงส่งผลเสียต่อระบบเผาพลาญไขมัน  
  1. การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่สามารถช่วยให้นอนหลับ เช่นวิตามินที่มีส่วนผสมของ Me 

อีกหนึ่งตัวช่วยบรรเทาอาการปวดคอ บ่าไหล่ เบื้องต้น แค่เปลี่ยนหมอนเลือกหมอนที่ใช่ ให้เข้ากับคุณ

      หมอนสุขภาพที่สามารถช่วยบรรเทา ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดคอ บ่า ไหล่ และเหมาะกับทุกท่วงท่าของการนอน มีหลายขนาดให้เลือก ถึง 3 ไซส์ด้วยกันตามความเหมาะสมกับสรีระที่แตกต่างของทุกๆเพศทุกวัย

แบรนด์ Komfy ได้คัดสรรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับการนอนของคุณ หมอนหนุนคอที่มีดีไซน์ไม่ซ้ำใคร ผ่านการตัดเย็บอย่างพิธีพิถันด้วย ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่มีปัญหาด้านการนอนโดยเฉพาะ ขอแนะนำ หมอนรุ่น Kool Kiss Dream ดีไซน์พิเศษรองรับทุกท่วงท่าของการนอน ทั้งท่านอนหงายและท่านอนตะแคง ในหมอนใบเดียว ด้านสามช่องจะเหมาะสำหรับคนที่นอนทั้งหงายและนอนตะแคงสามารถรับรองการกดทับของใบหูและช่วงคอ ในส่วนของด้านยาวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับและซัพพอร์ตช่วงคอเหมาะสำหรับนอนการหงายเป็นที่สุด

ตัวหมอนผลิตจาก วัสดุสุดพรีเมียมเส้นใย Komfy Downy ที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายราวกับขนห่านแต่ไม่ยวบแบน หุ้มด้วยและผ้าหุ้ม K2Kool ที่สามารถช่วยในเรื่องการระบายอากาศ ให้สัมผัสที่เย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าว ช่วยรองรับสรีระของคุณและที่จะช่วยทำให้คุณฝันดีและนอนเต็มอิ่มไปในทุกๆคืน 

                  การนอนที่ถูกต้องพร้อมกับหมอนที่ตอบโจทย์สรีระของแต่ละบุคคลนั้น เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ได้ เพราะฉะนั้น เราทุกคนควรหันมาใส่ใจการนอนให้มากยิ่งขึ้นนะค้า 

 

การพักฟื้นหลังจากศัลกรรมหน้าอก และจมูก มีอะไรบ้าง ?

การทำศัลยกรรมถือเป็นเรื่องปกติทั่วไป หลายๆคนคงจะเคยประสบปัญหาหลังจากการผ่าตัดศัลยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการ เสริมจมูก ทำหน้าอก หรือการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งอื่นๆ บนเรือนร่าง ในช่วงระยะเวลาพักฟื้น 2-4 สัปดาห์แรกหลังจากการศัลยกรรม คนไข้จะต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง เนื่องร่างกายคนคนไข้ได้รับความบอบช้ำจากการผ่าตัด ดังนั้นวิธีการปฏิบัติตัว ดูแลรักษาตัวเองในยะระเวลาพักฟื้น จึงสำคัญอย่างมาก เพื่อที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาหายดีและสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติได้เร็วขึ้น

การดูแลรักษาความสะอาดหลังจากผ่าตัด 

หลักจากการผ่าตัดแน่นอนว่าควรคำนึงถึงการรักษาและทำความสะอาดบาดแผล เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก หากละเลยการทำความสะอาดสามารถเป็นเหตุนำมาถึงซึ่ง การติดเชื้อจากบาดแผลได้ เพราะฉะนั้นแล้วการล้างแผลเป็นสิ่งที่สำคัญและควรให้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบ หรือแผลเปิด และควรทำอย่างเบามือ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ควรฆ่าเชื้อก่อนทำความสะอาดทุกครั้ง และวิธีการล้างแผล ควรทำควรสะอาดตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำ ไม่ว่าจะเป็น เจลประคบเย็นที่ช่วยลดอาการปวดบวมและช่วยให้เลือดไหลหยุดได้เร็ว หรือการเช็ดทำความสะอาด โดยชุดอุปกรณ์ทำแผลเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ไม่ควรอาบน้ำ หรือให้แผลโดนน้ำเด็ดขาด จนกว่าแผลจะแห้ง หากบาดแผลเกิดโดนน้ำหรือเปียก ควรรีบเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาแผลให้สมานตัวและแห้งเร็ว  

ระยะเวลาการพักฟื้นรักษาตัว 

สำหรับผู้ป่วยที่ศัลยกรรมจมูก แล้วในระยะเวลาพักฟื้น ประมาณ 15 วัน แต่หลังจากการผ่าตัดจะบวมเต็มที่ในช่วง วันที่ 3-7 ของสัปดาห์แรก และจะเริ่มเข้าที่ ประมาณ สองถึงสามเดือนแรก และจะเริ่มยุบเข้ารูปหลังจาก เดือนที่หกขึ้นไป ในช่วงระยะเวลาการพักฟื้นควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรเคลื่อนไหว หรืองดออกกำลัง เช่น กีฬาประเภทที่ได้รับการกระแทก หรือยกของหนักเป็นต้น 

                สำหรับผู้ป่วยที่ศัลยกรรมหน้าอก ช่วงเวลาพักฟื้นจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หลังจากการผ่าตัดจะบวมเต็มที่ในช่วงวันที่ 7-14 และจะเริ่มเข้าที่ ในช่วงสามถึงหกเดือนขึ้นไป หลังจากการทำศัลยกรรมหน้าอกแล้วควรดูแลด้วยการนวดหน้าอกบริเวณที่ทำอย่างสะม่ำเสมอ เพื่อลดการเกิดพังผืด และทำให้ทรงดูไม่เป็นธรรมชาติ ควรนวดหน้าอกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรนวดติดต่อกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย หกเดือน และในช่วงระยะเวลาพักฟื้นควรงดกิจกรรม การเคลื่อนไหวกีฬาทุกประเภทที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกและยกของหนักเป็นเวลาอย่างน้อยสามเดือน และควรได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อที่จะช่วยฟื้นฟูจากการผ่าตัดได้ดียิ่งขึ้น 

การจัดท่านอนที่ถูกต้องสำหรับหรับคนที่ศัลยกรรม 

คนไข้หลังจากผ่าตัดศัลยกรรมจมูก ควรนอนหมอนสูง เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเกิดการเคลื่อนตัว ไม่ควรนอนท่านอนตะแคงเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้ทรงจมูกผิดเพี้ยนไปจากผลลัพท์ที่ควรจะได้จากการผ่าตัดศัลกรรมในครั้งนี้ ท่านอนหงาย คือท่านอนที่ถูกต้อง และดีที่สุด สำหรับการศัลยกรรมจมูก และทำหน้าอก เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณที่ศัลยกรรมเกิดการเคลื่อนตัวของซิลิโคนและสามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บของแผล ข้อดีของการนอนงายนอกจากจะเป็นท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพแล้ว ท่านี้ยังช่วยรักษาสรีระ ศรีษะ ลำคอและหลังให้อยู่ในแนวตรงเพื่อป้องการอาการปวดเมื่อยคอและหลังได้ แถมยังสามารถช่วยชะลอริ้วรอยหรือการหย่อนคล้อยของผิวพรรณได้อีกด้วย

Kool Komfort Kalm

หมอนตัวU ตัวช่วยการพักฟื้นหลังทำศัลกรรม 

การใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้ที่พิ่งผ่านการผ่าตัดศัลยกรรมในช่วงระยะเวลาแรกของการพักฟื้นราว 2สัปดาห์แรกอาจจะค่อนข้างลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การนอน หรือลุกยืน เดิน ควรระวังและมีตัวช่วยพิเศษ  เพื่อช่วยบรรเทาลดอาการบอบช้ำหลังการผ่าตัด และเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเปิดหรือเกิดการอักเสบบอบช้ำของแผล และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ก็คือหมอน ที่สามารถช่วยจัดท่านั่ง ท่านอน ซึ่งเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการพักฟื้น การมีหมอนวางซ้อนกันหลายๆใบนั้น อาจจะไม่สามารถช่วยประครองท่านั่งได้ดีเท่าที่ควรหรืออาจจะก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามมา

หมอนตัวยู นอกจากจะเป็นไอเท็มที่ติดบ้าน ใช้ในการนั่งทำงานหรือนั่งดูซีรีย์แล้ว ยังสามารถเป็นตัวช่วยสุดพิเศษของคนไข้ที่เพิ่งผ่านการัลกรรมจมูกหรือศัลกรรมหน้าอก ด้วยดีไซน์ของหมอนที่ออกแบบมาเพื่อซัพพอร์ตและรองรับท่านั่งและการนอนโดยเฉพาะ เพื่อให้การพักฟื้นของคุณเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย รองรับสรีระในส่วนหลังและช่วยซัพพอร์ตช่วงแขน รองรับท่านั่งได้อย่างดี แขนทั้งสองข้างของตัวหมอนยังสามารถปรับและมีหน้าที่ช่วยล็อคลำตัว ไม่ให้เคลื่อนตัวเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดอาการบอบช้ำของแผล ช่วยให้แผลปิดสนิทเร็วขึ้นและช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น 

หมอนตัวยูยังสามารถปรับในองศาได้ตามความชอบได้ นอกจากหมอนตัวยูจะช่วยเรื่องของการจัดท่านั่ง และท่านอนให้ถูกต้องตามสรีระแล้วนั้นยังสามารถใช้เป็นหมอนหนุนนอนได้อีกด้วย หลังจากการผ่าตัดคนไข้ไม่ควรเคลื่อนไหวตามปกติได้ จะต้องอยู่ในท่าที่แพทย์แนะนำ จึงจำเป็นต้องจัดท่านอนให้ถูกต้อง และลดการเคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุด ด้วยแขนทั้งสองข้างของหมอนตัวยูสามารถช่วยรับรองลำตัวในการนอน เหมือนมีหมอนข้างทั้งสองด้านป้องกันการเคลื่อนไหวและอาการนอนดิ้นในเวลาหลับ เรียกได้ว่าหมอนตัวยู เป็นหมอนสามัญประจำบ้าน สารพัดประโยชน์ ที่ใช้ได้ทั้งทุกเพศทุกวัย และคนที่พักฟื้นจากการทำศัลยกรรมควรมีติดบ้าน

ฟื้นตัวเร็ว ด้วยวิธีง่าย ๆ กับการดูแลตัวเองโดยเฉพาะอาการหลังผ่าตัดเข่า และสะโพก

หลายท่านคงกังวลและสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการผ่าตัดเข่า หรือสะโพกกันอยู่ใช่ไหมคะ และแน่นอนว่าคงมีคำถามมากมายที่เกิดขึ้นในหัวไม่ว่าจะเป็น 

  • อาการแบบไหนถึงต้องผ่าตัด
  • ใช้วิธีบล็อคหลังหรือดมยาสลบ 
  • ถ้าผ่าแล้วแผลจะยาวกี่เซนติเมตร 
  • มีผลข้างเคียงมากน้อยแค่ไหน 
  • ต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน 
  • ผ่าตัดหัวเข่าพักฟื้นกี่วันถึงจะกลับมาเป็นปกติ เข่าถึงจะเริ่มงอเข่า,ยืน,เดินและพอขับรถใกล้ๆได้ 
  • หลังผ่าแล้วต้องกลับมาทำกายภาพบำบัดอีกหรือไม่ 
  • รวมถึงรอยแผลหลังผ่าตัด หากหายสนิทดีแล้ว จะยังคงมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เช่น รอยตึงของแผล หรืออาการเจ็บรอบแผล เป็นต้น 

ในบทความนี้เราจะมาตอบปัญหาที่หลาย ๆ ท่านกำลังสงสัยพร้อมแนะนำการดูแลรักษาร่างกายให้กลับมาฟื้นตัวเร็ว ด้วยวิธีง่าย ๆ กับการดูแลร่างกายโดยเฉพาะอาการหลังผ่าตัดเข่า และสะโพกกันค่ะ 

ต้องเป็นมากน้อยขนาดไหนถึงต้องผ่าตัด? 

เรื่องการผ่าตัด จริง ๆ เกิดได้ในหลายสาเหตุ แต่ในบทความนี้เราจะมาเน้นกันที่ปัญหาเรื่องสุขภาพเข่าและสะโพกกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เรานั้นจำเป็นต้องผ่าตัด? 

ปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้เราต้องการผ่าตัด ?

ในส่วนของการผ่าตัดเข่า มักจะจำเป็นก็ต่อเมื่อข้อเข่าสึก หรือมีภาวะอาการเสียหายรุนแรง ซึ่งการผ่าตัดจะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดจากข้อเข่าอักเสบ และฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่าที่เป็นโรคร้ายแรงได้  โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด เมื่อต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าคือ โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะสุขภาพอื่น ๆ ที่ทำให้เข่าเสียหาย ได้แก่ :

  • ข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • โคคฮีโมฟีเลีย
  • โรคเกาต์
  • ความผิดปกติที่ทำให้กระดูกเติบโตผิดปกติ
  • กระดูกข้อเข่าตายจากปัญหาเลือดไปเลี้ยง
  • อาการบาดเจ็บที่เข่า
  • ข้อเข่าผิดรูปด้วยความเจ็บปวดและสูญเสียกระดูกอ่อน

ส่วนเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับสะโพก โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดสำหรับการผ่าตัดสะโพกคือ ปัญหาจากโรคข้อเข่าเสื่อม หรือภาวะอื่น ๆ ที่อาจทำให้ข้อต่อสะโพกเสียหายได้ เช่น 

  • ข้ออักเสบรูมาตอยด์ 
  • กระดูกสะโพกหัก 
  • ข้อสะโพกเสื่อม
  • โรคข้ออักเสบ 
  • ความผิดปกติที่ทำให้กระดูกเจริญเติบโตผิดปกติ (กระดูก dysplasias)

ความแตกต่างระหว่างบล็อกหลัง กับ ดมยาสลบ

การบล็อกหลัง หรือการทำให้รู้สึกชาเฉพาะที่ 

เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดบริเวณขาหรือสะโพก รวมถึงการผ่าตัดช่องท้องส่วนล่าง ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่

  1. Epidural block คือการฉีดยาชาเฉพาะที่ โดยสามารถระงับความรู้สึกเจ็บปวดและมีการหย่อนกล้ามเนื้อ เป็นการฉีดยาชาเข้าไปช่องเหนือ ช่องน้ำไขสันหลัง 
  2. Spinal block คือการฉีดยาชาเข้าไปในช่องน้ำไขสันหลัง ซึ่งจะออกฤทธิ์กดการนำส่งพลังประสาท ทำให้มีอาการชาและหย่อนกล้ามเนื้อใรบริเวณที่ถูกบล็อกไว้

โดยการเลือกระหว่าง 2 แบบนั้นจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ แต่โดยทั่วไป การทำแบบ Spinal block จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะว่าใช้เวลาในการทำสั้นกว่า ออกฤทธิ์เร็วและแน่นอนกว่า 

ข้อดีของการบล็อกหลัง  : 

  1. กล้ามเนื้อของขาจะหย่อนตัวได้ดีกว่าการวางยาสลบ ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้สะดวกกว่า
  2. ความต้องการยาแก้ปวดในช่วงหลังผ่าตัดจะน้อยกว่าการวางยาสลบ เนื่องจากระบบประสาทถูกสกัดจากยาชาก่อนที่จะเกิดบาดแผล ผิดกับการวางยาสลบ ซึ่งยาสลบจะไปกดสมองไม่ให้รับรู้ความเจ็บปวด แต่ ระบบประสาทไขสันหลัง และระบบประสาททั่วร่างกายยังทำงานของมันอยู่ ทำให้เมื่อยาสลบหมดฤทธิ์ ก็จะปวดมาก 
  3. หากผู้ป่วยกลัว หรือ กังวลมาก ก็อาจจะให้ยานอนหลับ (คนละชนิดกับยาสลบ) ให้หลับ เพื่อลดความกลัว ลดความกังวลได้ 

ข้อเสียของการบล็อกหลัง ​: 

  1. หลังผ่าตัดจะขยับขาไม่ได้อยู่ประมาณ 2-4 ชั่วโมง ในบางรายอาจจะรู้สึกรำคาญ หรือ เมื่อยขา โดยเฉพาะในช่วงที่ยาชากำลังจะหมดฤทธิ์ 
  2. บางคนอาจจะมีอาการปัสสาวะไม่ออก ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่มักจะเกิดขึ้นในช่วง 12 ชั่วโมงแรก 
  3. มีอาการปวด หรือ เมื่อยหลัง อาจจะเป็นได้ในช่วงวันแรก ๆ 

การดมยาสลบ

เป็นการรวมกันของยาที่ทำให้เราหลับก่อนการผ่าตัด เราจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะหมดสติไปโดยสมบูรณ์ การดมยาสลบมักใช้ยาทางหลอดเลือดดำร่วมกับก๊าซที่สูดดม (ยาชา) การดมยาสลบเป็นมากกว่าแค่การหลับ เมื่อสมองเราได้ดมยาสลบไปแล้ว จะไม่มีตอบสนองต่อสัญญาณความเจ็บปวดหรือปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ โดยข้อดีของการดมยาสลบ คือ ผู้ป่วยไม่ต้องรับรู้ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในห้องผ่าตัด ในขณะเดียวกัน ถ้ามีข้อดี ย่อมมีข้อเสียเช่นเดียวกัน นั้นก็คือ การใช้ยาสลบหลาย ๆ ตัวอาจจะทำให้มีผลข้างเคียงได้บ่อย แต่มักไม่อันตราย ซึ่งผู้ป่วยจะสามารถหายได้เองในเวลาอันสั้น ซึ่งผลที่ตามมาอาจจะเป็นมีอาการเจ็บคอ ระคายคอ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการสอดใส่ท่อช่วยหายใจผ่านเข้าไปในหลอดลม อาการนี้จะใช้เวลาหายไม่นานเกินกว่า 1-2 วัน บางครั้งอาจจะมีอาการคลื่นไส้ หรือ มีความเสี่ยงในเรื่องของการสำลักเศษอาหารควบคู่ไปด้วยสำหรับบางท่าน 

ระยะเวลาการรักษา

สำหรับประเด็นในการรักษาการผ่าตัดเข่า โดยปกติทั่วไป เมื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า แพทย์จะทำการเปิดแผลผ่าตัดบริเวณหัวเข่ายาวประมาณ 8-10 เซนติเมตรเพื่อนำส่วนของข้อเข่าที่เสื่อมสภาพออก หลังจากผ่าเข่า จำเป็นต้องพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2-3 วัน ระหว่างนี้แพทย์จะให้ทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และก่อนอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน แพทย์จะตรวจดูให้แน่ใจก่อนว่าผู้ป่วยลุกขึ้นยืน นั่ง นอน และเข้าห้องน้ำเองได้แล้ว 

สำหรับการรักษาการผ่าตัดสะโพก ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและลดอัตราการเกิดข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัด โดยขนาดของบาดแผลในการผ่าตัดสะโพกนั้นจะมีความยาวประมาณ 3 – 4 นิ้ว โดยแผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้า และสามารถซ่อนแผลใต้รอยขอบบิกินี่ (Bikini incision) ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนการผ่าตัดจะใช้เวลาผ่าตัด 2-3 ชั่วโมง โดยศัลยแพทย์จะตัดกระดูกอ่อน และกระดูกส่วนที่เสียหายออก และใส่วัสดุข้อสะโพกเทียมเข้าไปแทน เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จ ผู้ป่วยอาจจะจำเป็นต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลา 4 – 7 วัน และหลังผ่าตัด12 สัปดาห์ขึ้นไปผู้ป่วยอาจจะสามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ แต่ความช้าหรือเร็วในการหายเป็นปกติ อันนี้อาจจะขึ้นอยู่กับปัจจัย และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันออกไป 

หลังการผ่าตัด ควรมีวิธีดูแลอย่างไร?

นอกจากจะต้องมีคุณหมอที่เก่งแล้ว การพักฟื้นก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะหากเราพักฟื้นในท่าที่ไม่เหมาะสม อาจเกินผลกระทบต่อการผ่าตัด หรือแผลผ่าตัดได้นะคะ วิธีพักฟื้นโดยทั่วไป 2 ตัวช่วยที่อยากขอแนะนำที่ผู้ผ่าตัดเข่าหรือสะโพกจะต้องมี เพราะจะช่วยให้การพักฟื้นนั้นสบายขึ้น 

ก็คือ หมอนรุ่น Kool Komfort Kradle เป็นหมอนสำหรับล็อคขา เพื่อช่วยประคองขาและช่วงหัวเข่าไม่ให้บิดออกจากแนวเส้นตรง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการนั่งหรือยืนเป็นเวลานาน มีรูปทรง W แนวตรงช่วยรองรับหัวเข่าและปลายเท้าได้อย่างเหมาะตามหลักสรีรศาสตร์ เนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี ไม่อับชื้น แม้นอนเป็นเวลานาน ก็ไม่รู้สึกอึดอัด หรือร้อนขา อย่างแน่นอน 

Kool Komfort Kradle

และอีกหนึ่งตัวช่วยที่แนะนำจะเป็น หมอน Kradle Underkicks เป็นหมอนรองเข่า รูปทรงครึ่งวงกลม ซึ่งเป็นหมอนเหมาะสำหรับรองใต้ขา ช่วยลดแรงกดทับ และลดอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง สะโพก และหัวเข่า 

Kraddle Underkicks

หากใช้หมอนล็อคขา Kool Komfort Kradle และหมอนรองเข่า Kradle Underkicks ร่วมกัน จะช่วยในการพักฟื้นและซัพพอร์ตร่างกายที่พึ่งได้รับการผ่าตัดมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจะช่วยรองรับตั้งแต่ช่วงสะโพกไปถึงข้อเท้า ลดการเคลื่อนไหวระหว่างการพักฟื้น

และทั้งหมดนี้ คือข้อมูลที่รวบรวมมาให้กับทุกคนที่กำลังหามองหาวิธีการดูแลที่จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว ด้วยวิธีง่าย ๆ กับการดูแลร่างกายโดยเฉพาะอาการหลังผ่าตัดเข่า และสะโพก หากใครมีข้อคำถามหรือสงสัยเกี่ยวกับสินค้าหมอนทั้ง 2 รุ่นข้างต้น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 095-907-6587 หรือ Facebook Page : ​​SleepKomfy  

นอนไม่หลับ เพราะอะไรกันนะ ?

การนอนเป็นการพักผ่อนที่สำคัญมาก เพราะว่าคนเราใช้เวลานอนไปกว่า 1 ใน 4 ส่วนของในแต่ละวันไปเลยทีเดียว เฉลี่ยจากการนอนวันละ 6-7 ชั่วโมง แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่มีอาการนอนไม่หลับ ส่งผลให้การพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการนอนไม่หลับนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกัน โดยส่วนมากเกิดขึ้น กับคนที่ทำงานไม่เป็นเวลา และในผู้สูงอายุ ถึงแม้ว่าอาการนอนไม่หลับไม่ทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงในระยะสั้นแต่ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองและร่างกายลดลง และหากเกิดขึ้นเป็นประจำอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ซึ่งอาการที่นอนไม่หลับมีอยู่หลายประเภท ดังนี้

  • นอนหลับแล้วตื่นบ่อยๆ 
  • นอนน้อย หรือ ชั่วโมงในการนอนไม่เพียงพอ 
  • ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะหลับได้ 
  • ฝันบ่อยๆ เนื่องจากเกิดการหลับตื้นหรือหลับไม่สนิท 

นอกจากนี้อาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ยังประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ..

ปัจจัยทางร่างกาย

ซึ่งเกิดจากอาการบาดเจ็บตามร่างกาย อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังหรืออุบัติเหตุ นอกจากการได้รับบาดเจ็บแล้ว ในภาวะที่มีอาการไข้ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงอาการเป็นกรดไหลย้อน อาการดังกล่าวนี้ก็ยังสามารถส่งผลกระทบก่อให้เกิดการนอนไม่หลับได้เช่นกัน  

ปัจจัยทางด้านจิตใจ

ความเครียด โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ หลายคนคงจะเคยประสบปัญหาเหล่านี้ ไม่มากก็น้อย การทำให้จิตใจผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การนั่งสมาธิ ถือเป็นการช่วยให้นอนหลับได้ จึงเป็นอีกตัวช่วยที่จะทำให้คุณนอนหลับได้ดียิ่งขึ้น  

ปัจจัยจากอุปนิสัย และสภาพแวดล้อม

ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการนอนไม่หลับ เช่น บรรยากาศรอบๆห้องนอน รวมถึงการจัดตกแต่งห้อง ที่บางทีทำให้รู้สึกอึดอัด อุณหภูมิห้อง ก็เช่นกัน อากาศที่ร้อนมากเกินไป หนาวเกินไป หรือมีความชื้นมากเกินไป ความสว่างจากแสงไฟ หรือแม้แต่ กลิ่นในห้อง รวมไปถึงการรบกวนจากคนข้างๆ ที่พลิกตัวไปมาหรือมีอาการนอนกรน ทั้งหมดนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับได้เช่นกัน  

อุปนิสัยการนอนที่ไม่ถูกต้อง เช่น ออกกำลังกายก่อนนอน การรับประทานอาหารก่อนนอน การนอนกลางวันมากเกินไป ทำให้ตื่นตัวในช่วงดึก และนอนในตอนเช้า นั่นเป็นกิจกรรมที่ไม่ถูกต้อง  

ปัญหาจากเครื่องนอน

ที่นอน ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมากๆ การเลือกหมอน และที่นอนให้พอดี เพื่อให้เหมาะกับสรีระ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและสรีระของแต่ละบุคคลนั้นๆ เครื่อนอนที่พอดีกับคุณจะช่วยให้คุณนอนหลับสบายได้ดียิ่งขึ้น  


วันนี้น้อง K Kare เลยขอมาแนะนำที่นอนจากแบรนด์ KOMFY บอกเลยว่ามีหลากหลายสัมผัส ที่เหมาะสมและตอบโจทย์กับทุกเพศทุกวัย ท่านไหนที่ปัญหาเรื่องการนอนไม่ว่าจะมาจาก ที่นอน หรือหมอน หากคุณได้ลองนอน KOMFY แล้ว จะบอกเลยว่าหลับเต็มอิ่มกว่าที่เคย พร้อมความรู้สึกสดชื่นในทุกเช้าวันใหม่  

ใครที่ชอบที่นอนสัมผัสแน่น รองรับแผ่นหลัง ต้องลอง Kloud Sergio ที่ดีไซน์ชั้นเลเยอร์คล้ายแซนวิช ระหว่างยางพาราแท้ 100% และเมมโมรี่โฟมพรีเมี่ยม ที่ช่วยซัพพอร์ตสรีระร่างกายไม่กดทับจุดใดจุดนึง และช่วยเติมเต็มส่วนโค้งเว้าให้แผ่นหลังแนบสนิทกับที่นอน ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง มาพร้อม Signatory Pocket Spring เสริมประสิทธิภาพในการกระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล 

           หรือหากใครชอบที่นอนที่ให้ความนุ่มสบาย แต่ไม่นุ่มยวบ Kloud Ultimo เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่บอกได้เลยว่า จะเปลี่ยนเตียงนอนให้กลายมาเป็นมุมโปรดของคุณ​ทุกช่วงเวลา ด้านบนท็อปด้วยเมมโมรี่โฟมชั้นพรีเมี่ยม มอบความสบายดุจนอนบนก้อนเมฆ สลายแรงกดทับ พร้อมผ้าหุ้ม Kool Touch Italian Knit เพียงแค่สัมผัสก็รู้สึกถึงความเย็น จากกระบวนการทอพิเศษ​ที่ช่วยเน้นเรื่องระบายอากาศ​ ไม่ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว หรือเหงื่อออกระหว่างคืน รองรับสรีระได้อย่างเหนือชั้นด้วย Micro Pocket Spring สปริงขนาดเล็กแยกตัวอิสระ เรียงตัวถี่พิเศษ​ เพื่อช่วยกระจายน้ำหนัก และรองรับได้อย่างตรงจุด ลดการสั่งสะเทือนจากการพลิกตัวของคนข้างๆ  

ปัญหากรดไหลย้อน ของคุณแม่ตั้งครรภ์

รู้หรือไม่? หญิงตั้งครรภ์มากกว่า 80% ถึงมีอาการเป็นกรดไหลย้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะเวลา 6-12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรรภ์ และจะเกิดขึ้นอีกครั้งในระยะเวลาใกล้คลอด 

เนื่องจากคนท้องมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน ซึ่งส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงและทำให้กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารที่อยู่ติดกับกระเพาะคลายตัวบ่อยกว่าปกติ เนื่องด้วยมดลูกมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นประกอบกับทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้น ทำให้การขยายตัวไปเบียดกับกระเพาะอาหาร โดยที่ตำแหน่งของกระเพาะอาหารย้ายขึ้นอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ หรือเอนตัวลงนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จได้ไม่นาน น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจึงไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน 

อาการของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นมีอาการกรดไหลย้อน ที่จริงแล้วจะมีอาการเช่นเดียวกับคนทั่วไป โดยอาการที่มักพบได้บ่อย มีดังนี้ 

  • แสบร้อนบริเวณคอหรือหน้าอกส่วนบน 
  • เรอบ่อย เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมคอหลังจากตื่นนอน 
  • อาการท้องอืด แน่นท้อง 
  • คลื่นไส้ อาเจียน 
  • ระคายเคืองคอ หรือเสียงแหบ

ทั้งนี้ ภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันของตัวคุณแม่เอง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองหลังจากคลอดบุตรแล้ว 

วิธีรับมือและป้องกันอาการกรดไหลย้อนในขณะตั้งครรภ์ 

  1. รับประทานอาหารทีละน้อยๆ บ่อยครั้ง เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และทานอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ แนะนำให้ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และเคี้ยวให้ละเอียดทุกคำก่อนกลืน 
  1. หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จภายใน 1 ชม. และเผื่อเวลาให้อาหารได้ย่อยก่อนอย่างต่ำ 4 ชม. เป็นต้น 
  1. ปรับเปลี่ยนกิจกรรม หลังรับประทานอาหารควรเดินเล่นอย่างน้อย 10-15 นาที จะช่วยให้อาหารย่อยง่ายขึ้น 
  1. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร 
  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ส่งผลเสียต่อร่างกายและเป็นสาเหตุให้การเกิดกรดไหลย้อน ได้แก่ ผลไม้เปรี้ยวจัด น้ำอัดลม คาเฟอีน อาหารเผ็ด ของดอง 
  1. ปรับท่านอน ควรปรับให้ศีรษะอยู่สูงไว้ อาจจะลองหาหมอมาหนุนให้สูงขึ้นสามารถเอนตัวลงได้แต่ต้องให้ความสูงของศรีษะไม่ต่ำกว่า 12 นิ้ว 
  1. แต่ถ้าหากปรับตัวแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นแนะนำให้พบแพทย์ทันที
5 วิธีบรรเทาอาการกรดไหลย้อน
ทำ 5 วิธีนี้ ช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน

การใช้ยารักษา ยาที่ใช้รักษาภาวะกรดไหลย้อนส่วนใหญ่ก็จะคล้าย ๆ กับยารักษาโรคกระเพาะ ยาลดกรดธรรมดา หรือยาธาตุน้ำขาวจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อยมาก และไม่พบมีอันตรายต่อการตั้งครรภ์แต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น ยาลดการหลั่งกรด ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะปลอดภัยที่สุด หรือจะหาตัวช่วยการจัดท่านอนให้เหมาะสม เช่น หมอนสำหรับคนเป็นโรคกรดไหลย้อนโดยเฉพาะอย่าง 

Kool Komfort Wave หมอนสำหรับคนเป็นกรดไหลย้อน 

คิดค้นและพัฒนาสำหรับคนที่เป็นกรดไหลย้อนโดยเฉพาะ ด้วยความสูงมาตฐานที่ทางการแพทย์แนะนำ ความสูง 12 นิ้ว ตัวช่วยในการบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ดีไซน์ที่เป็นคลื่น Wave รองรับและเติมเต็มช่วงหลังและสรีระ มาพร้อกับผ้าหุ้มสัมผัสที่เย็นสบายจากเนื้อผ้า K2Kool นวัตกรรมพิเศษเฉพาะ Komfy และผ้าตาข่าย Air Kool ระบายอากาศไม่อับชื้น รับประกันเส้นใย Komfy Downy ละเอียด นุ่มสบาย โอบรับสรีระ ซื้อวันนี้ รับฟรีหมอน Bambi Komfy 🎉 ทุกช่องทางออนไลน์ของ Komfy ได้แล้ววันนี้  

KOMFY แทนของขวัญสุดพิเศษ❤️

หากคุณเป็นคนหนึ่งกำลังมองหา ของขวัญในโอกาสพิเศษในช่วงเทศการแห่งความสุขที่ใกล้จะมาถึงนี้ ให้ Komfy เป็นสิ่งที่แสดงความในใจ และของขวัญสุดพิเศษ ให้คนที่คุณรัก กันสิคะ 

แล้วทำไมต้อง Komfy กันนะ? 

มาดู 4 เหตุผลที่ควรให้ KOMFY เป็นของขวัญกัน 🎁⁣ 

☁️ เพราะ Komfy เหมาะกับทุกคนในครอบครัว และทุกเพศทุกวัย ด้วยการดีไซน์ที่หลากหลาย ไม่ว่าคนที่คุณรักจะมีความชอบการนอนแบบใด หมอน KOMFY ก็มีให้เลือกได้อย่าตรงจุด พร้อมวัสดุคุณภาพที่เลือกสรรอย่างเหมาะสมสำหรับคนไทย ทั้งไม่อับร้อน ไม่กักเก็บไรฝุ่น

1️⃣ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมต่างๆ การออกกำลังกาย การกินอาหาร รวมไปถึงการพักผ่อนหรือการนอน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับของคนที่คุณรัก เริ่มจากการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เป็นการช่วยชาร์จพลังได้อยากเต็มที่ ตื่นมาสดชื่นในทุกๆวัน⁣ 

2️⃣ ช่วยบรรเทาปัญหาการนอนต่างๆ หากท่านไหนที่มีปัญหากรดไหลย้อน เส้นเลือดขอด ปวดคอ หรือปวดหลัง บอกเลยว่าหมอน KOMFY ที่มีการศึกษา และดีไซน์เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาได้อย่างตรงจุด การใช้หมอนที่ถูกต้องและให้เหมาะสมกับสรีระผู้นอนเป็นสิ่งจำเป็นมากค่า 

3️⃣ หมอนดีไซน์แปลกตา หาไม่ได้จากแบรนด์ไหนๆ ได้รับต้องประหลาดใจ และยิ่งประหลาดใจยิ่งกว่าคือความดีงามของน้อง ⁣ 

4️⃣ การรับประกันการดูแลปรับใย ที่ซื้อฝากใครก็ไม่ต้องเป็นกังวล หากซื้อไปแล้ว รู้สึกไม่พอดีกับสรีระ ก็สามารถนำมาปรับใยให้เหมาะสมได้ตลอด 1 ปีเลยค้า 

ส่วนน้อง K Kare นั้นเป็นคนนึงที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ รวมไปถึงคนในครอบครัวด้วย เพื่อคนที่เรารักได้อยู่กับเราไปนานๆ เพราะฉะนั้น การจะมีสุขภาพที่ดี ควรเริ่มจากภายใน ไม่ว่าจะทางอาหารที่มีประโยชน์ หรือการนอนหลับและการพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ 

Komfy จึงเหมาะสุดๆ ที่จะเป็นของขวัญให้กับคนที่คุณรัก เพราะ Komfy ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การนอนหมอนที่ถูกหลักตามสรีระศาสตร์  เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับการนอนหลับของคุณ 
 

ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของเราทำการผลิตอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจทุกรายละเอียด หมอนของ Komfy ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้ใช้ ช่วยยกระดับความสุขของคนในบ้านของท่าน หมอนสุขภาพคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ผ่านการทำมืออย่างพิถีพิถัน ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของการนอน ด้วยการออกแบบมาเพื่อการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอนและ ที่นอน เพื่อที่จะให้ทุกๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านใดที่มีปัญหาสุขภาพ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ  หรือท่านใดที่นอนหลับไม่สนิท ปวดหลัง ปวดคอ มีปัญหาช่วงขา ได้รับการผ่าตัดสะโพก และเข่า หรือท่านใดที่เป็นกรดไหลย้อน รวมไปถึงคนที่ไม่มีปัญหาสุขภาพและชอบหมอนนุ่มฟูสไตล์ โรงแรม 5 ดาว ทางเราก็มี ด้วยนวัตกรรม ผ้าหุ้ม DovasilQ ที่ได้รับการรับรองจากสาบันศิริราช ว่าป้องกันไรฝุ่นได้ 100% ให้คุณและคนที่คุณรักได้ไว้วางใจ ปลอดภัยลดฝุ่น และรวมถึงไปถึงเส้นใยพิเศษ Komfy Downy ที่ทำให้เครื่องนอนและที่นอน ไม่ยุบตัว รวมถึงนวัตกรรมผ้า K2Kool เนื้อผ้าสัมผัสเย็น นุ่มสบาย ช่วยระบายความร้อน กับเส้นใยพิเศษที่ช่วยเน้นการระบายอากาศให้ไหลเวียนได้ดี ทอพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ที่มีเฉพาะที่ Komfy เท่านั้น  

ให้แบรนด์ Komfy เป็นตัวเลือกที่ที่ตอบโจทย์ในชีวิตของคุณ และคนที่คุณรักได้แล้ววันนี้ ที่  Komfy👇🏻🧡 ทุกสาขา  

– สาขา Emporium ชั้น 4 โซน The Living⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 

– สาขา Siam Paragon ชั้น 4 โซน The Living ⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 

– สาขา The Mall Bangkapi ชั้น 3 โซน The Living⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 

– สาขา The Mall Thapra ชั้น 2 โซน The Living⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 

-สาขา The Mall Bangkhae ชั้น 3 โซน The Living 

– สาขา The Mall Ngamwongwan ชั้น 4 โซน The Living⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 

– สาขา Magniflex & Komfy Flagship Store สุขุมวิท 39 ซอยพร้อมใจ 

ท่านอนคนท้องที่ดีที่สุด สำหรับคุณแม่มือใหม่ ตั้งแต่เดือนแรก – เดือน 9

ตั้งแต่รู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตที่อยู่ในร่างกายเรา ท่านอนที่เคยนอนก็เปลี่ยนไป เพราะไม่ใช่ว่าคนท้องจะนอนท่าไหนก็ได้ หากแต่ท่านอนคนท้อง อาจจะไม่ได้เหมือนกับคนทั่วไปมาก เราจะต้องคำนึงถึงเด็กน้อยที่อยู่ในท้องเราตลอดเวลาเพราะบางท่านอน เช่น ท่านอนคว่ำก็อาจจะไม่ได้ดีต่อเด็กในท้องเสมอไป บางคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า คนท้องห้ามนอนหงาย ฉะนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึง ท่านอนที่นอนสบายไม่ทับลูกน้อย ท่านอนคนท้องที่ดีที่สุด สำหรับคุณแม่มือใหม่กัน

คนท้องควรนอนท่าไหนที่เหมาะกับลูกน้อยในครรภ์ 

คนท้องนอนตะแคงซ้าย เหมาะที่สุด!

การนอนตะแคงซ้ายมักเป็นท่านอนที่ “เหมาะสม” ที่สุดในระหว่างตั้งครรภ์ การวางตำแหน่งตัวเองไว้ที่ด้านซ้ายของร่างกายช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี เส้นเลือดใหญ่จะขนานกับกระดูกสันหลังของคุณทางด้านขวาและนำเลือดไปยังหัวใจของคุณและย้อนกลับไปหาลูกน้อยของคุณ

นอกจากนี้การนอนตะแคงซ้ายจะยังช่วยลดแรงกดทับจากตับและไตของคุณด้วย ซึ่งหมายความว่ามีพื้นที่มากขึ้นในการทำงานอย่างถูกต้อง ช่วยลดปัญหาการบวมที่มือ ข้อเท้า และเท้า

คนท้องนอนตะแคงขวาได้ไหม?

ถ้าการนอนตะแคงซ้ายคือท่าที่เหมาะสม คุณแม่ทุกคนควรหันมานอนตะแคงซ้ายตลอดเลยหรือไม่? หรือ คนท้องนอนตะแคงขวาได้ไหม?คำตอบคือ ไม่จำเป็นเสมอไป คนท้องสามารถนอนตะแคงขวาได้ การนอนตะแคงไม่ว่าจะเป็นด้านซ้าย หรือ ด้านขวา ล้วนมีความปลอดภัยต่อเด็กในท้องอย่างแน่นอน แต่บางครั้งการนอนตะแคงขวาก็อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงของ IVC (Inferior vena cava) หรือ เส้นเลือดอินฟีเรียเวนาคาวา คือเส้นเลือกที่รับเลือดดำจากร่างกายส่วน ลำตัว และ ขา ไหลเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่อันตรายมาก ฉะนั้น คุณแม่ทั้งหลายสามารถเลือกนอนได้ทั้ง 2 ด้าน

ท่านอนคนท้องที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยในแต่ละเดือน 

สำหรับคุณแม่ที่ท้อง 3 เดือนแรก

คุณแม่มือใหม่หลาย ๆ ท่านคนอาจจะสงสัยว่า คนท้องนอนหงายได้ไหม? โดยทั่วไปตำแหน่งการนอนของการท้องในระยะแรกอาจจะยังไม่ใช้ปัญหาที่ใหญ่มากนัก เพราะสามารถนอนได้ง่ายในทุก ๆ ท่านอน ไม่ว่าจะเป็นท่านอนหงาย  หรือท่านอนคว่ำ แต่หากรู้สึกนอนไม่สบายตัว ก็สามารถนำหมอนมารองระหว่างขาได้ ก็จะช่วยเบาเทาอาการไม่สบายตัวของคุณได้  

สำหรับคุณแม่ที่ท้อง 3-6 เดือน

เมื่อท้องของคุณเริ่มโตขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 ในช่วงอายุครรภ์ 5 เดือน คุณอาจจะต้องการหาหมอนตั้งครรภ์ เพื่อให้เข้ามาช่วยรองรับตัวคุณในขณะที่คุณนอนตะแคง คุณสามารถวางหมอนตามแนวหลัง หรือ แนวหน้าท้องของคุณในขณะนอนหลับเพื่อให้คุณและลูกน้อยสามารถนอนได้ง่ายและสบายมากขึ้น

สำหรับคุณแม่ที่ท้อง 6-9 เดือน

และในช่วงสุดท้ายของคุณแม่ท้องแก่ สำหรับท่านอนคนท้อง 8 เดือน ถึง 9 เดือน แน่นอนว่าคุณจะยังคงใช้หมอนรองครรภ์เพื่อรองรับลูกน้อยอยู่ แต่ถ้าหากคุณเริ่มรู้สึกว่ามันไม่โอเคแล้ว แนะนำให้คุณนำหมอนมารองใต้ท้องติดไว้ในขณะที่นอนหลับได้เลย เพื่อไม่ให้ท้องคุณกลิ้งไปมา และถ้าหากคุณยังไม่คุ้นเคยกับการนอนตะแคง คุณอาจจะต้องลองใช้หมอนหนุนร่างกายในส่วนบนให้เป็นมุม 45 องศา วิธีนี้จะทำให้หลังของคุณไม่แบนราบแนบไปกับเตียง อีกทั้งยังช่วยเรื่องการกดทับจาก IVC อีกด้วย 

ท่านอนคนท้อง 3 เดือน 6 เดือน และ 9 เดือน

ท่านอนคว่ำ สำหรับคนท้องเหมาะสมไหม?

ในช่วงที่ท้อง 4-9 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกมีการเติบโต และท้องเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากท่านอนคว่ำจะทำให้แม่หายใจลำบากแล้ว ยังเป็นการกดทับบริเวณมดลูก อาจเป็นอันตรายต่อทารกที่กำลังเจริญเติบโตอยู่ภายใน ท่านอนคว่ำจึงเป็นท่าที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับคนท้อง แต่ถ้าหากต้องการนอนคว่ำจริง ๆ อาจจะต้องพิจารณาเลือกใช้หมอนที่มีรูตรงกลางเพื่อลดแรงกดดันลงไปที่หน้าท้อง

หมอนตั้งครรภ์จำเป็นแค่ไหน ทำไมต้องถึงต้องใช้?

เมื่อร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงและเติบโตในระหว่างตั้งครรภ์ คุณอาจพบว่าการปวดตามร่างกายทำให้คุณตื่นตัว นอกจากนี้ คุณยังควรนอนตะแคงซึ่งอาจไม่ใช่ท่านอนที่คุณถนัด ทั้งหมดนี้สามารถทำให้การพักผ่อนยากขึ้นเมื่อคุณต้องการมากที่สุด

หมอนคนท้องได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับคุณและร่างกายของคุณ คุณจึงสามารถนอนหลับในท่าที่ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์ เมื่อซื้อหมอนสำหรับตั้งครรภ์ คุณอาจเจอแบบ “C” และ “U” รุ่นรูปตัวยูจะรองรับทั้งด้านหลังและด้านหน้าของคุณ แต่จะใช้พื้นที่เตียงมากกว่า 

ในอีกทางหนึ่ง หมอนรูปตัว C จะใช้พื้นที่น้อยกว่าเล็กน้อย แต่ไม่สามารถรองรับร่างกายได้เต็มที่ตามที่คุณอาจปรารถนา และไม่ว่าจะเป็นหมอนแบบไหน มันก็จะดีกับคุณและลูกน้อยของคุณแน่นอน หมอนคนท้องที่เราอยากจะแนะนำ คือ “หมอน Kool Komfort Hug” เป็นหมอนรูปทรงโค้งรับเข้าลำตัวและช่วยรองรับหัวเข่าและเท้า ดีไซน์ออกมาเป็นรูปทรงตัว J โดยหมอนจะโค้งเข้าลำตัวเพื่อรับกับสรีระของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ สันด้านในของหมอนออกแบบให้สูงน้อยกว่าสันด้านนอก เพื่อง่ายต่อการพาดหัวเข่าและรองรับบริเวณช่วงท้องได้อย่างสบายไม่อึดอัด มีสองเนื้อผ้าต่างสัมผัสและคุณสมบัติให้ผู้ใช้เลือก ด้วยผ้ารุ่น DovasilQ มอบสัมผัสนุ่มพิเศษปกป้องไรฝุ่น หรือผ้า K2 Kool ให้ผิวสัมผัสเย็นสบายช่วยบรรเทาอาการร้อนได้ง่าย เป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าหมอนใบนี้จะทำให้คุณแม่มือใหม่หลาย ๆ ท่านสามารถนอนหลับสนิทตลอดคืน

หมอนคนท้อง สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

มีอาการปวดคอหลังตื่นนอน ทำยังไงดี? ส่อง 5 วิธีรักษาแก้อาการปวดคอ

ตื่นเช้ารับวันใหม่ ด้วยความสดใสและสดชื่น แต่เมื่อลุกขึ้นจากเตียง กลับรู้สึกเจ็บ มีอาการปวดคอ ลามมาจนเกิดอาการปวดหลังในบางครั้ง เพราะบางทีคุณอาจจะนอนผิดท่า หรือนอนตกหมอน จนคอเคล็ด จึงอาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอเล็กน้อย และทำให้กล้ามเนื้อ รวมถึงเส้นเอ็นที่คอของคุณดึงได้ การรักษาอาจจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 วัน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรง แต่ก็อาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัวได้ ฉะนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึง “ถ้าเกิดอาการปวดเมื่อยต้นคอทำยังไงดี? ส่อง 5 วิธีรักษาอาการปวดคอหลังตื่นนอน”

สาเหตุการปวดต้นคอเกิดจากอะไรได้บ้าง?

ความตึงเครียดและความเครียดของกล้ามเนื้อ 

ซึ่งมักเกิดจากกิจกรรมและพฤติกรรมเช่น:

  • นั่งผิดท่า
  • ทำงานที่โต๊ะทำงานนานเกินไปโดยไม่เปลี่ยนตำแหน่ง
  • นอนผิดท่า
  • บิดคอขณะออกกำลังกาย

นอนหมอนสูงเกินไป

การนอนหมอนที่สูงและแข็งเกินไป จะทำให้ส่วนของศีรษะสัมผัสกับหมอนน้อย ซึ่งอาจจะทำให้มีการไหลเวียนเลือดไม่สะดวกและทำให้ส่วนคอของคุณเกร็ง และมีท่าทางการนอนที่สูงขึ้น ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับข้อต่อกระดูกต้นคอทับหลอดเลือดและเส้นประสาทหรือเกิดอาการเป็นเฉพาะที่ได้

นอนหมอนต่ำเกินไป 

การนอนหมอนต่ำ หรือหมอนที่แบนเกินไป อาจจะก่อให้เกิดอาการปวดต้นคอ ฉะนั้นคุณอาจจะต้องลองนอนหงายตรง เพื่อที่จะให้เกิดช่องว่างระหว่างศีรษะกับคอ ซึ่งตรงนั้นจะทำให้สามารถเข้าไปรองรับได้พอดี ช่วยลดปัญหาอาการปวดคอได้

นอนผิดท่า

การนอนผิดท่าทางที่ผิดแปลกไปจากปกติ ก็อาจจะผลต่ออาการปวดคอเช่นกัน การนอนผิดท่า นอนหมอนไม่ตรงกับสรีระ ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้ ดังนั้นจึงเราควรเลือกหนุนหมอนให้เหมาะกับตัวเอง หากปวดคอมาก ๆ อาจหันมาเลือกใช้หมอนโฟมหรือหมอนที่ผลิตมาเพื่อผู้ที่ประสบปัญหานี้โดยเฉพาะ น่าจะพอทำให้อาการปวดคอลดลง

นอนตกหมอน

มีอารการปวดแบบไม่รู้ตัว มีอาการปวดต้นคอ ท้ายทอย ปวดศีรษะ เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า บางคนมีอาการต้นคอแข็งเกร็ง หากใครอาการหนักก็อาจจะถึงขั้นหันคอไม่ได้ ขยับแล้วเจ็บ และบางครั้งศีรษะอาจจะเบี้ยวไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาการนี้เรียกว่า “การนอนตกหมอน” ซึ่งเป็นปัญญาที่อาจจะเกิดขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว

วิธีรักษาอาการปวดคอ

ในกรณีที่มีอาการปวดคอ อันเกิดจากการนอนผิดท่า ทำให้การนอนหลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ คุณสามารถปฏิบัติตามเคล็ดลับข้างล่างนี้เพื่อช่วยบรรเทาอาการเมื่อยต้นคอ และปวดคอได้

ปฏิบัติตามกฎการออกกำลังกายคอ

  • วางมือข้างหนึ่งไว้ที่ด้านข้าง (ขวาหรือซ้าย) ของคอ เอามือแตะคอเบาๆ หมุนศีรษะไปทุกทิศทางเป็นเวลาอย่างน้อย 5 – 10 วินาที 
  • ดันศีรษะไปข้างหลังโดยให้คางชี้ไปที่เพดาน แล้วดันกลับมาอยู่ตำแหน่งเดิม
  • ก้มศีรษะให้คางแตะหน้าอก ในขณะที่คุณทำกำลังหัดทำ ให้แน่ใจว่าไหล่ของคุณผ่อนคลาย รักษาตำแหน่งนี้ไว้ 20 วินาทีแล้วทำซ้ำ
  • นอนให้ตรง งอเข่าพร้อมพยุงคอและศีรษะโดยวางหมอนไว้ข้างใต้ คุณสามารถขยับหัวของคุณให้เหมือนกับว่าคุณกำลังพยักหน้า ค้างไว้เป็นเวลาสิบวินาที ผ่อนคลายและทำซ้ำแบบนี้ 10 ครั้ง

การยืดร่างกายเหล่านี้จะทำให้คอของคุณเคลื่อนไหวเป็นวงกลมเล็กน้อย มันจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อคอของคุณในขณะที่เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปทั่วเนื้อเยื่อ สิ่งนี้จะช่วยให้รู้สึกสบายคอทันที หากทั้งหมดนี้ไม่สามารถรักษาอาการปวดคอได้เนื่องจากคุณมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องให้ปรึกษาหมอนวดเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม 

การนวดคอ

การนวดคอด้วยน้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันทีทรี ตะไคร้หอม และลาเวนเดอร์ไม่เพียงช่วยให้ผ่อนคลาย และยังช่วยบรรเทาอาการกล้ามเนื้อคอตึงอีกด้วย หากไม่มีใครนวดดี ๆ ให้คุณ คุณสามารถใช้เทคนิคการนวดตัวเองสามารถทำได้ตามนี้ 

ยืดคอของคุณโดยเอาคางเข้าหาหน้าอก ตอนนี้ วางปลายนิ้วสามนิ้วไว้ใต้คอ ตรงจุดที่ไหล่และคอบรรจบกัน กดค้างจุดนี้ไว้สักครู่ แล้วปล่อยจนกว่ากล้ามเนื้อคอจะรู้สึกผ่อนคลาย ทำซ้ำแบบนี้วนไป จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และค่อย ๆ ขยับไหล่ไปข้างหน้าและข้างหลัง 

จัดท่าและตำแหน่งการนอนของคุณ

การนอนผิดท่าอาจกดดันกล้ามเนื้อคอได้ ซึ่งเราสามารถจัดและปรับตำแหน่งการนอนที่สมดุลระหว่างคอและกระดูกสันหลังของคุณ และเลือกที่นอนที่รองรับสรีระ พร้อมกับหมอนที่รองรับศีรษะ

ลงทุนในกับหมอนที่รองรับช่วงคอ 

จะเป็นอย่างไร ถ้าหมอนใบเก่าของคุณอาจจะเป็นต้นเหตุหลักที่อยู่เบื้องหลังอาการปวดคออันโหดร้ายนั้น เพราะหากหมอนสูงเกินไป หมอนจะเอียงคอขึ้นด้านบน ซึ่งจะทำให้คอและกระดูกสันหลังไม่สมดุล หรือหากหมอนต่ำเกินไป หมอนจะเอียงคอลงซึ่งจะทำให้เกิดผลเช่นเดียวกัน

ซึ่งปัญหาสามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ นั่นหมายถึงได้เวลาเปลี่ยนหมอนใบใหม่ของคุณแล้ว หมอนที่ดีควรจะรองรับศีรษะตั้งแต่ต้นคอไปยังกระดูกสันหลังของคุณอยู่ในระนาบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดคอได้ อย่างหมอนแก้ปวดคอ Kool Kiss ที่มีการดีไซน์มาเพื่อรองรับและซัพพอร์ตทุกท่วงท่าในการนอน สามารถรองรับท้ายทอย ลดอาการปวดบริเวณต้นคอ สำหรับท่านอนหงาย⁣⁣⁣⁣⁣ และด้านสามบล็อก สามารถสลายแรงกดทับใบหู ช่วยรองรับแก้มและต้นคอได้เป็นอย่างดี 

หมอนรองคอจาก Komfy ช่วยลดอาการปวดคอได้

การประคบร้อนที่คอ

การประคบร้อนเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาแบบดั้งเดิมแต่ได้ผลในการกำจัดอาการปวดคอ เนื่องจากช่วยลดอาการตึงของคอที่เกิดจากการนอนหลับผิดวิธี

แม้ว่าจะมีหลายวิธีในการให้ความร้อนกับบริเวณที่ได้รับผลกระทบ แต่หนึ่งในนั้นคือการใช้ขวดน้ำร้อนเริ้มต้นโดยเทน้ำร้อนลงในขวดน้ำร้อน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าน้ำไม่รั่วไหลออกจากขวด และสามารถใช้ประคบร้อนที่คออย่างน้อย 10 นาทีหรือจนกว่าอาการเจ็บกล้ามเนื้อคอค่อย ๆ หายไป

และนี่ก็เป็น 5 แนวทางการรักษาอาการปวดคอหลังตื่นนอนที่ดีที่จะช่วยให้คุณ บรรเทาอาการปวดเมื่อยต้นคอ เมื่อคุณนอนตกหมอน หรือ นอนผิดท่าแบบไม่ได้ตั้งใจ 

บรรเทาโรคกรดไหลย้อน ได้ง่ายๆ ด้วย “หมอน” ใบเดียว

โรคกรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal เป็นภาวะกรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารรั่วไหลกลับเข้าไปในหลอดอาหารอย่างต่อเนื่อง จากคอไปยังกระเพาะอาหารของคุณ กรดไหลย้อนเกิดขึ้นเนื่องจากวาล์วที่ส่วนปลายของหลอดอาหาร กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารปิดไม่สนิทเมื่ออาหารมาถึงกระเพาะ กรดไหลย้อนจะไหลย้อนกลับผ่านหลอดอาหารเข้าสู่ลำคอและปาก ทำให้ได้รับรสเปรี้ยว 

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้เกือบทุกคนในบางช่วงของชีวิต การมีกรดไหลย้อนและอาการเสียดท้องในบางครั้งอาจมีอาการไม่รุนแรงมากนัก แต่ถ้าคุณมีอาการกรดไหลย้อนรุนแรง จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ /  แนะนำการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่เพียงเพื่อบรรเทาอาการของคุณ แต่เนื่องจาก GERD สามารถนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงมากขึ้น แต่ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ แนวทางการบรรเทาโรคกรดไหลย้อนแบบใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ ง่ายๆด้วย “หมอน” ใบเดียว

ลักษณะอาการภาวะกรดไหลย้อน

อาการทั่วไปของกรดไหลย้อน

  1. มีอาการเสียดท้อง ปวดแสบ ปวดร้อนหรือรู้สึกไม่สบายที่อาจเคลื่อนจากท้องไปที่อก หรือแม้กระทั่งถึงคอ
  2. อาเจียน เป็นกรดรสเปรี้ยวหรือรสขมในลำคอหรือปากของคุณ

เช็ก 5 สัญญาณเตือนอาการกรดไหลย้อนเพิ่มเติมคลิกอ่าน

อาการอื่นๆ ของโรคกรดไหลย้อน ได้แก่:

  1. ท้องอืด
  2. อุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด
  3. มีอาการเรอเปรี้ยว
  4. Dysphagia – ความรู้สึกของอาหารติดอยู่ในลำคอของคุณ
  5. สะอึกไม่หาย
  6. ลดน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ
  7. หายใจมีเสียงหวีดไอแห้งเสียงแหบ หรือเจ็บคอเรื้อรัง
ทำ 5 สิ่งนี้ช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน

การป้องกันโรคกรดไหลย้อนกับ 5 สิ่งที่ต้องทำตลอดทั้งวัน

ปรับไลฟ์สไตล์ของคุณให้เป็นวิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อน ผ่าน “กฎ 5 ข้อ” กับ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิบัติตามในระหว่างวัน ระหว่างมื้ออาหาร และหลังมื้ออาหารของคุณ

แอคทีฟอยู่เสมอ

พยายามออกกำลังกายเป็นประจำ แม้ว่าการออกกำลังกายจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็กล้าพูดเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน การลดน้ำหนักจะช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน

ห้ามสูบบุหรี่

สาเหตุสำคัญของการไหลย้อนคือ ความอ่อนแอของกล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร นิโคตินเป็นสารประกอบอัลคาลอยด์ชนิดหนึ่ง ไม่มีสี ซึ่งพบในต้นยาสูบทุกสายพันธุ์ สิ่งนี้สามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ พยายามหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองในงานปาร์ตี้และงานอื่น ๆ ถ้าเป็นไปได้

อย่ากินมื้อดึก

อาจเป็นเรื่องยากหากคุณเป็นนกฮูกกลางคืนหรือไปงานสังสรรค์ แต่หากคุณไม่อยากประสบกับปัญหากรดไหลย้อน จงพยายามหลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนักหลังอาหารเย็นและเลือกของว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ แทน

จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นไวน์กับอาหารค่ำ หรือเบียร์หลังเลิกงาน หรือแอลกอฮอล์ใด ๆ ก็ตาม ก็สามารถทำให้กรดไหลย้อนกับตัวคุณได้

อาหารรสจัด หรือมัน

การทานอาหารรสจัดหรือมันจะสร้างความระคายเคืองบริเวณหูรูดกระเพาะอาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเปรี้ยวจัดเช่นน้ำมะนาว น้ำส้ม และรสเผ็ดจัดเช่นพริก พริกไทย

ทำ 5 สิ่งนี้ช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อน

แนวทางการรักษากรดไหลย้อนด้วยหมอนจาก Komfy

ในปัจจุบันเรามีนวัตกรรมสินค้าตัวใหม่ ๆ เข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงหมอนกันกรดไหลย้อนด้วย Komfy เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีการพัฒนาสินค้าอย่าง “Kool Komfort Wave” หมอนบรรเทาอาการกรดไหลย้อน เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกรดไหลย้อนโดยเฉพาะในขณะนอนหลับ ไม่สามารถนอนราบได้ หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหายใจขณะนอนหลับของคุณได้ ด้วยดีไซน์ของหมอนเป็นทรงคลื่น ช่วยเติมเต็มส่วนโค้งเว้าของแผ่นหลัง บรรเทาอาการปวดหลัง และ เสริมด้วยหมอน Bambi เพิ่มความสบายในการนอนมากยิ่งขึ้น 

หมอน KOOL KOMFORT WAVE พัฒนาตามคำแนะนำของแพทย์

Komfy เราเข้าใจถึงปัญหาความทรมาน จากอาการกรดไหลย้อนตอนกลางคืน โดยหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาที่ดีคือ การยกหัวให้สูง ซึ่งแพทย์แนะนำความสูงที่ประมาณ 12” เราจึงพัฒนาหมอน KOOL KOMFORT WAVE ขึ้นตามความสูงที่แพทย์แนะนำ เพื่อช่วยยกตัวของผู้นอนให้สูงขึ้น อยู่ในระนาบที่จะช่วยไม่ให้กรดย้อนขึ้นมาบริเวณที่หน้าอกปัญหาด้านสุขภาพไม่ใช่สิ่งเล็ก ๆ ที่เราจะไม่ดูแล เพราะถ้าหากเราไม่ดูแลรักษาตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ มันอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ จนสุดท้ายกลายเป็นโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังได้ หากใครมีโอกาสที่ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ตอนนี้ เราขอเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะช่วยทำให้คุณจบปัญหากับโรคกรดไหลย้อนขณะที่นอนหลับ

วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนด้วยหมอนใบเดียว

โรคออฟฟิศซินโดรม ที่มนุษย์ออฟฟิศ และ มนุษย์ WFH ต้องระวัง

โรคออฟฟิศซินโดรม เป็นที่มาของอาการปวดหลัง ปวดไหล่ ที่มักพบได้บ่อยในคนที่ทำงานออฟฟิศหรือกลุ่มวัยทำงาน ที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน และยิ่งในปัจจุบันจากสถาการณ์โควิด 19 ระบาดหนักขึ้นทำให้หลาย ๆ บริษัทหันมา work from home หรือทำงานที่บ้านกันมากขึ้น แม้ว่าในช่วงแรก หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าความสุขของชีวิตการทำงานกำลังจะเข้ามา เพราะเราไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องไปเจอผู้คนมากมายในชั่วโมงเร่งด่วน และได้ทำงานแบบสบายอยู่ที่บ้านได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น กลับกลายเป็นเรากำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างที่เราอาจจะไม่รู้ตัว เพราะเราอาจจะพบว่า ตัวเองเราเองนั้นใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นกว่าปกติ ฉะนั้นมนุษย์ออฟฟิศทุกคนควรระวัง! เพราะอาการปวดหลังอาจไม่ได้มาจากออฟฟิศอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเพราะ Work from Home ด้วยนะ 

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คืออาการปวดหลัง ที่ปวดในกระดูกสันหลังหรือกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน

สาเหตุออฟฟิศซินโดรม เกิดจากอะไร?

โดยส่วนใหญ่แล้ว ออฟฟิศซินโดรมจะเกิดขึ้นในขณะใช้งานคอมพิวเตอร์เวลาที่ทำงาน ความเจ็บปวดและความรุนแรงนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในตอนแรก อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง โรคปวดหลัง โรคหมอนรองกระดูกสันหลัง และกระดูกสันหลังผิดปกติ ท่าทางและความสามารถในการทำงานหรือเคลื่อนไหวตามปกติของเราอาจได้รับผลกระทบ

โรคออฟฟิศซินโดรม คืออะไร?

อาการของโรคออฟฟิศซินโดรมมีอะไรบ้าง

  • มีอาการปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ 
  • ปวดหัว 
  • อาการชาที่นิ้วและแขน
  • ตาแห้ง
  • เวียนหัว
  • รู้สึกความเหนื่อยล้ากว่าปกติ

โดยอาการของโรคออฟฟิศซินโดรมจะพบมากในอาการปวดคอและร่างกายส่วนบน ซึ่งหาเราเป็นโรคนี้มันจะสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพการทำงาน ไม่เพียงแต่ในระหว่างการทำงาน แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตของคุณในยามว่างด้วย

โรคออฟฟิศซินโดรมจะมีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุหลายปัจจัย ได้แก่ เค้าโครงพื้นที่ทำงานที่ไม่ถูกต้อง ความสูงของโต๊ะที่ไม่เหมาะสม การวางตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ถูกต้อง และการนั่งเป็นเวลานานจะทำให้เอนตัวไปข้างหน้า ทำให้กล้ามเนื้อคอและหลังยึดได้ เมื่อเวลาผ่านไป ก็อาจจะทำให้อาการปวดของเราพัฒนาไปสู่อาการออฟฟิศซินโดรม

วิธีการป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม 

การจัดการกับปัญหาโรคนี้สามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น

ท่านั่งแก้ปวดหลัง และการจัดที่นั่งทำงานให้เหมาะสม

  • วางตำแหน่งด้านบนของจอภาพไว้ด้านหน้าแนวสายตาของคุณ
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าศีรษะของคุณตั้งตรงเหนือคอและไม่เอนไปข้างหน้าไปทางจอภาพ สิ่งนี้จะช่วยป้องกันอาการงอนและความเครียดที่กล้ามเนื้อคอของคุณ
  • ผ่อนคลายไหล่ของคุณ!
  • วางแขนท่อนล่างขนานกับพื้น
  • งอข้อศอกทำมุม 90-100 องศา ทำให้เกิด “รูปตัว L”
  • นั่งตัวตรงและพักบนพนักพิงหลังของเก้าอี้ ใช้ผ้าขนหนูม้วนหลังส่วนโค้งหลังส่วนล่างเพื่อรองรับหากจำเป็น
  • รักษาช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างเข่ากับเก้าอี้
  • เข่าอยู่ในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย
  • วางเท้าราบกับพื้นหรือใช้ที่พักเท้าเพื่อยกขึ้นหากจำเป็น
  • รักษาน้ำหนักให้เท่ากันทั้งสองขาและเท้าหากอยู่ในท่ายืน
  • เปลี่ยนตำแหน่งของคุณหรือหยุดพักทุก ๆ 20 – 30 นาที! (ดูเคล็ดลับการออกกำลังกายของเราด้านล่าง!)

การขยับร่างกายผ่าน 4 ท่าในขณะที่นั่งทำงาน เพื่อเพิ่มช่วงพักการเคลื่อนไหวของคุณ

  1. การยืดคอ: ป้องกันอาการปวดคอและไหล่ตึง
  2. Seated Spine Twist: เพื่อคลายและยกกลางหลัง
  3. การยืดข้อมือ: เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมือแน่นขณะพิมพ์
  4. Seated Pigeon Stretch: เพื่อคลายและป้องกันสะโพกตึงและคลายหลังส่วนล่าง

ใช้หมอนรองหลัง

หรือหาก 2 วิธีข้างต้นอาจจะไม่ถูกใจใคร ๆ คน เราก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยคุณได้ง่าย ๆ ได้เช่นกัน นั่นคือ “หมอนตัว U” หรือ “หมอนรองหลัง Kool Komfort Kalm” ที่จะช่วยหนุนร่างกายในขณะที่เรานั่งทำงาน มีที่วางรองโน๊ตบุ้ค ดีไซน์รองรับตั้งแต่ช่วงแขนไปถึงการโอบแผ่นหลัง แน่นอนว่าหมอนใบนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาอาการปวดหลังได้อย่างแน่นอน และสบายยิ่งขึ้น ด้วยเนื้อผ้า K2 Kool นวัตกรรมการทอเส้นใยพิเศษที่ให้ความเย็นสบาย ระบายอากาศได้ดี ไม่ว่าจะนั่งทำงานทั้งวัน หรือต่อด้วยการดูซีรีย์ก็รองรับบอกลาอาการปวดเมื่อย

บรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมได้ด้วยหมอนรองหลัง

ทำไมเราถึงใส่ใจในการป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม?

สำหรับคนที่พึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน อาจจะไม่รู้จักโรคนี้มากนักเท่าไหร่ แต่อยากจะบอกไว้เลยว่า แรก ๆ ของโรคออฟฟิศซินโดรมก็แค่ปวดกล้ามเนื้อ แต่พอเราปล่อยไว้นาน ๆ ขึ้นมันจะทำให้เราเองที่รู้สึกรำคาญกับอาการปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพราะไม่มีใครคนไหนที่ชอบอยู่ในความเจ็บปวดหรอกจริงไหม หากเราไม่ระวังไว้ตั้งแต่เนิน ๆ เราอาจจะต้องรู้สึกไม่สบายอาจถึงขั้นที่เราต้องกินยาหรือทำกายภาพบำบัดกันเลยนะ!